โรคเอดส์ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศไทย การติดเชื้อเปลี่ยนจากคนที่ติดยาเสพติดมาเป็น คนวัยรุ่น๙ึ่งเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์
์ก่อนวัยอันควร และไม่รู้จักป้องกันตัวเอง บทความนี้จะเน้น เรื่องการป้องกันการติดเชื้อโรคเอดส์
หลักฐานว่าการใช้ยาสามารถป้องกันโรคเอดส์ จากการทดลองในสัตว์พบว่าหากให้ยาต้านไวรัสหลังจากการฉีดเชื้อเอดส์เข้าไป 4 ชั่วโมง และให้ยานาน 28 วัน ผลไม่สามารถ
ป้องกันการติดเชื้อแต่ลดปริมาณ เชื้อต้องเน้นว่าเป็นการฉีด เชื้อเข้าไป เมื่อทดลองใหม่โดยการนำเชื้อไปป้ายที่เยื่อบุช่องคลอดและ
เริ่มให้ยาที่ 12 , 36, ผลพบว่า 3/4รายที่ให้ยาหลังจากสัมผัสเชื้อ 72 ชม.ไม่ติดเชื้อ ส่วนอีกรายหนึ่งพบว่าติดเชื้อ แต่ไดรับเชื้อไปน้อย
(การที่ป้ายเชื้อที่เยื่อบุช่องคลอด เปรียบเสมือนการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติิโดยที่ไม่เกิดแผลจากการทดลองพบว่า จะพบเชื้อใน
กระแสน้ำเหลือง 2 วันหลังจากได้รับเชื้อ พบเชื้อในกระแสเลือดหลังจาก ได้รับเชื้อ 5 วัน ซึ่งจากการทดลองทำให้ทราบว่าการให้ยา
ป้องกันในช่วงเวลาที่ เหมาะสมสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ จากผลการให้ยาต้านไวรัส สำหรับเด็กที่มีแม่เป็นโรคเอดส์ พบว่าเมื่อให้
ยาแก่เด็กที่เกิดมาใน 72 ชั่วโมงจะลดอัตรา การเกิดโรคได้ร้อยละ 50 หากให้เกิน 72 ชั่วโมงผลจะไม่ดี จากการศึกษาในประเทศบราซิล
โดยจะให้ยา 2 ชนิดหากตรวจช่องคลอดแล้วไม่พบแผล ให้ยา 3 ชนิดหากช่องคลอดมีแผล จะให้ยาเมื่อมาใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสโรค
ผลพบว่าผู้ที่ได้รับยา 180 คนสามารถป้องกัน การติดเชื้อได้ทั้งหมด ผู้ป่วย 145 คนที่ไม่ได้รับยา(มาเกิน 72 ชั่วโมง)มีอัตราการติดเชื้อ
ร้อยละ 2.7 ยังมีการศึกษาอีกหลายอันที่บ่งว่าการให้ยาป้องกันสามารถลดอัตราการติดเชื้อโรคเอดสผลเสียของการให้ยาป้องโรคเอดส์
หลังสัมผัสโรค
เมื่อประชาชนรู้ว่ามียาที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคเอดส์ได้ ประชาชนจะมีพฤติกรรมที่
เสี่ยงมากขึ้น พบว่ามีประชาชนร้อยละ
14 จะมีพฤติกรรมที่เสี่ยงเพิ่มขึ้น และร้อยละ 17 ต้องมา รับยาป้องกันเป็นครั้งท ี่2 ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัส เช่น คลื่นไส้อาเจียน
(57%) อ่อนเพลีย (38%) ผลเลือดผิดปกต ิ(8%) ผลข้างเคียงมากจนต้องหยุดยา (1.3%) เกิดการดื้อยาของเชื้อโรคเนื่องจากยาไม่
สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด เชื้อที่เร็ดรอดไปก็อาจจะ ดื้อยาได้
การป้องกันคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนหรือไม่
ความคุ่มค่าหมายเงินที่ลงทุนไปว่จะให้ผลดีคุ้มค่ากับเงินที่ลงไปหรือไม มีการศึกษา
ที่แสดงว่าคุ้มค่าดังนี้
การมีเพศสัมพันธ์กับคนเป็นโรคเอดส์
การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก(ฝ่ายถูกกระทำ)จากผู้ที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคเอดส์หรือไม่เมื่อคุณมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน
คุณจะทำอย่างไร เมื่อท่านมีเพศสัมพันธ์กันคนที่เป็นโรคเอดส์ หรือกับคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์
หรือท่านไม่ทราบว่าเขาเป็นโรค
หรือไม่ ให้ท่านทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
เจาะเลือดตรวจ เนื่องจากคนที่เป็นโรคส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ ดังนั้นจะต้อง
เจาะเลือดว่าติดเชื้อหรือไม่หากท่าน
ไม่ติดก็อาจจะต้องให้ยาป้องกันการติดเชื้อ เมื่อเงื่อนไขครบ
เมื่อไรจึงให้ยา เนื่องจากการให้ยาจะได้ผลเมื่อให้ใน 72 ชั่วโมงหลัง
สัมผัส
และการให้ยา จะมีผลข้างเคียง ดังนั้นจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อนั้นนาน ๆครั้ง แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้แก้
เรื่องพฤติกรรมและได้รับเชื้อนั้นเป็นประจำ เช่นผู้ที่ใช้เข็ม ฉีดยาร่วมกัน หรือผู้ที่มีสามีหรือภรรยาเป็นโรคและไม่ได้มีการป้องกัน กลุ่มคนเหล่านี้ ไม่เหมาะที่จะได้รับยา เพื่อป้องกัน เจาะเลือดคนที่ให้เชื้อ การสัมผัสกับสารคัดหลั่งเชื่อน้ำเชื้อ เลือดของผู้ที่เป็น
โรคเอดส์ จะเสี่ยงต่อการเกิดโรค การให้ยาป้องกันภายใน 72 ชั่วโมงสามารถป้องกันการติดเชื้อ
ได้ระดับหนึ่ง ดังนั้ควรจะนำคนที่
ี่ท่านสัมผัสมาเจาะเลือดตรวจและซักประวัติ หากเพิ่งจะติด
เชื้อโรคเอดส์ในร่างกายเขาจะมีเชื่อจำนวนมากเพราะแนั้นโอกาศที่จะ
ติดเชื้อก็มาก แต่หาก ไม่สามารถนำมาเจาะเลือด และพิจารณาว่าเขาจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น พวกติดยา พวกรักร่วมเพศ พวกสำส่อน
ทางเพศ ก็อาจจะให้ยาเพื่อป้องกันไปก่อนและนำผู้ต้องสงสัยมา เจาะเลือด หากไม่เป็นก็หยุดยาได้ทันทีพบว่าการได้รับเลือดจากคน
ที่เป็นโรคจะมีอัตราการติดเชื้อสูงสุด รองลงมาได้แก่การใช้เข็มฉีดยาร่วม การถูกเข็มตำ การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ส่วนที่มีความ
เสี่ยงต่ำได้แก่
การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก(ฝ่ายกระทำ) การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดการ
มีเพศสัมพันธ ์ทางปาก นอกจาก
โรคเอดส์แล้วยังเป็นโรคอย่างอื่นด้วย
|