เพียวเลิฟรักใสใส ไม่ต้องใช้ถุงยาง
จาก นิตยสาร ฅ คน ฉบับเดือนเมษายน 2549
|
 |
เรื่อง : ภัทรภร ยอดบรรจง
ภาพ : ยูดิธ ศักดาพลรักน์
“เราจะเอาชีวิตทั้งชีวิตไปฝากไว้กับถุงยางแค่อันเดียวหรือ”
โครงการรณรงค์ด้วยการแจกหรือแม้กระทั่งขายตรง ‘ถุงยาง’ ในโรงเรียนและ
สถานศึกษาโดยนักเรียน นักศึกษาด้วยกันเอง นัยว่าเพื่อให้วัยรุ่นลดพฤติกรรม
เสี่ยงทางเพศ ‘ณรงค์ โสตโยธิน’หรือ ‘เก่ง’ หนึ่งในแกนนำเพียวเลิฟของโรงเรียน
ทวีธาภิเศกกรุงเทพฯ ยืนยันชัดเจนว่า ไม่อาจยอมรับต่อแนวความคิดนี้นักเรียน
ชั้น ม.6 รายนี้เห็นว่าถุงยางไม่ใช่ทางออก “มันว่าจะเตือนกันบ้างว่าชีวิตชีวิตเรา
มีค่าเพียงไร มีใครรักเรามากขนาดไหน แต่เรากลับเห็นว่าถุงยางที่มีต้นทุนไม่
กี่บาท จำเป็น แล้วก็เอาชีวิตไปฝากไว้กับมันซึ่งไม่รู้มีรูรั่วหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มไม่ได้ต่อต้านการใช้ถุงยางแต่เขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่คล้ายกับการ
ส่งเสริมให้ใช้ถุงยางกันอย่างพร่ำเพรื่อ “จะดีกว่ามั้ยหากเราจะหันมามีความรักที่
บริสุทธิ์โดยไม่มีเรื่องเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเข้ามาเกี่ยวข้อง” เก่งตั้งคำถาม
กลับ |
|
ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ 2546 โรงเรียนทวีธาภิเศกซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วนสนับสนุนให้นักเรียนเข้าร่วมสัมมนากับโครงการ
เพียวเลิฟ (PURE LOVE) ภายใต้การดำเนินงานของสหพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลก (ประเทศไทย)
หลังจากเข้าร่วมอบรมในครั้งนั้น นำมาซึ่งการตั้งชมรมเพียวเลิฟ โรงเรียนทวีธาภิเศกขึ้น มีสมาชิกประมาณ 50 คน
“มองเห็นว่าโรงเรียนของเราก็มีปัญหาเรื่องความรักในวัยรุ่นอยู่แล้ว จึงอยากให้เพื่อนได้เข้าร่วม ตอนแรกก็แค่อยากให้
เพื่อนๆ ได้รู้ว่าเราได้ความรู้อะไรกลับมาแต่ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นสิ่งที่จะเอามาสัมมนาในโรงเรียนด้วย” |
|
‘ภูรินนท์ ปราบจะบก’ หรือ ‘นนท์’ อดีตแกนนำผู้ริเริ่มโครงการซึ่งปัจจุบันกำลัง
ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชั้นปีที่ 1 กล่าวว่า “เพียวเลิฟสอนว่า
เพศสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ เป็นสิ่งที่สวยงามทุกคนก็เกิดมาจากเพศสัมพันธ์
แต่การมีเพศสัมพันธ์จะต้องมีเมื่อสองฝ่ายมีความพร้อม ขณะเดียวกันยังเน้นให้
รู้จักคุณค่าของเพศสัมพันธ์มากกว่าการจะพูดเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างไรให้
ปลอดภัย”
การรณรงค์ในโรงเรียนเพียวเลิฟมุ่งตรงไปยังนักเรียนที่อยู่ใน ‘กลุ่มเสี่ยง’ โดย
ได้รายชื่อจากฝ่ายปกครองของโรงเรียนประมาณ 100 คนเศษ เมื่อได้กลุ่มเป้า
หมายแล้ว ก็ได้แทรกซึมเข้าไปในรูปของการพบปะและชวนเข้าร่วมอบรม หลัง
การอบรม ทางกลุ่มได้นักเรียนกลุ่มเสี่ยงเข้ามาร่วมทำงานอีก 10 คนประสบความ
สำเร็จไม่น้อย
|
 |
|
“ผู้ที่เข้ามาร่วมกับเราซึ่งเคยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่เรียนอยู่ในชั้น ม.4 และ ม.5จากการเฝ้าติดตามผลพบว่าสมาชิกเหล่า
นี้ไม่มีรายใดที่กลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรอีกเลย” ณรงค์กล่าว
ถึงความสำเร็จ |
|
 |
แม้ตัวเขาเองยังยอมรับว่าก่อนหน้านี้มองว่าเซ็กซ์เสรีน่าจะสนุกดีแต่เมื่อได้ เข้ารับการ
อบรมในโครงการนี้ ก็เริ่มมองเห็นว่าการมีเซ็กซ์พร่ำเพรื่อ และเสรีเป็นเรื่องอันตรายและ
ล้วนมีผลต่อนาคตของวัยรุ่นเป็นอย่างมากจากที่เคยมองและหาข้ออ้างของการมีเซ็กซ์
แบบที่ว่าทำให้เขาหันมามองถึงผลที่จะเกิดตามมาหากยังมีพฤติกรรมเสี่ยงและสามารถ
นับออกมาได้รวมแล้วหลายสิบข้อเลยทีเดียว
วัยรุ่นผู้ยึดมั่นในคุณค่าของความรักบริสุทธิ์ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้การมี
เพศสัมพันธ์ในวัยเรียนระบาดหนักจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ |
|
เขาบอกว่าเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากหลักสูตรการสอนเพศศึกษาที่ยังหละหลวม“บางครั้ง วิชาที่เรียนหรือตัวผู้สอนเองสื่อเรื่อง
นี้ออกมาจนเด็กคิดอยากลอง”
|
|
นอกจากนี้เขายังมองว่า เกิดจากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่กล้าสอนหรือบอกลูกให้มี
ทัศนคติในเรื่องเพศให้ถูกต้อง “พ่อแม่ไม่กล้าพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาอาจ
เป็นเพราะคิดว่าเป็นเรื่องสกปรก น่าอาย เด็กๆ ไม่ควรรู้เพราะยังไม่ถึงเวลาของ
อย่างนี้ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ยิ่งปิดกั้นมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้วัยรุ่นอยากรู้อยาก
ลองมากขึ้นเท่านั้น”
การแก้ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ไม่ใช่แค่การรณรงค์ให้ใช้ถุงยาง แต่วัยรุ่นชายกลุ่มนี้มองว่า ต้องเตือนสติกันในหมู่เพื่อนฝูงให้มีความรักบริสุทธิ์ ไม่หลอกลวง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เคารพประเพณี ไม่ชิงสุกก่อนห่ามพร้อม
กับแนวความคิดนี้ทางกลุ่มจึงกำหนดม็อตโต้ในการรรงค์ขึ้นมาว่า “รักบริสุทธ์
หยุดปัญหา พัฒนาสังคม” คงจะดีทีเดียว ถ้าวัยรุ่นทำความเข้าใจกับความหมาย
ของคำว่า “รัก” เสียใหม่และใช้มันเป็นพลังในการสร้างสรรค์ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่ง
กันและกันดังเช่นนักเรียนชายกลุ่มนี้ที่เลือกที่จะมีรักบริสุทธิ์โดยไม่คิดแค่จะพึ่ง
ถุงยาง |
 |
|
|
| |