History
Activity
Check E-Mail
  hotmail.com
  yahoo.com
  gmail.com
บริการข้อมูล
ค้นหารหัสไปรษณีย์
พยากรณ์อากาศ
ตารางเวลารถไฟ
ตารางเวลาเดินรถ บ.ข.ส
.
หนังสือพิมพ์
ไทยรัฐ เดลินิวสคมชัดลึก
โพสต์ุทูเดย
ผู้จัดการ มติชน
ข่าวสด ฐานเศรษฐกิจ
กรุงเทพธุรกิจ บ้านเมือง
ประชาชาติธุรกิจ เนชั่น
ฺBangkok Post แนวหน้า
เส้นทางเศรษฐกิจ สยามรัฐ
Web Ranking


powered by truehits

PURE LOVE KOREA

ชมรมเยาวชนธนาคารโลก
สถานรับเลี้ยงเด็กเพียวเลิฟ
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาและสันติ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม)
สหพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลก (ประเทศไทย)
UPDATE
26.12.08 9:20 PM

  เผยพบคนไทยปัญหาทางจิตมากกว่า 12 ล้านคน

   แพทย์แนะทางเลือกใหม่ จิตบำบัดแนวพุทธ
   สุขภาพจิต เกิดขึ้นได้กับทุกคน และทุกช่วงอายุ โรคที่แสดงอาการในหลายรูปแบบ ประเทศ
   ที่ประชาชนมีปัญหาสุขภาพจิตมาก ตัวชี้วัดสามารถดูได้จากอัตราการป่วยด้วยโรคทางจิตที่มี
   จำนวนมาก และยังดูได้จากสถิติอื่นๆ เช่น อัตราการหย่าร้างสูง         อัตราการฆ่าตัวตายสูง
   สถิติอาชญากรรมสูง รวมทั้งอัตราผู้ติดสุรา หรือยาเสพติดสูง

   
   จากสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตในปัจจุบันพบว่าคนไทยมากกว่า 12 ล้านคน มีปัญหาทางจิต หรือมีทุกข์ทางใจ ไม่ว่าจะ
   จากโรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล รวมทั้งโรคเครียด ซึ่งยังคงเป็นปัญหาสุขภาพจิตระดับต้นๆ ที่ไม่ควรเพิกเฉยแม้ว่าคน
   ไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่ายินดีเกี่ยวกับการพัฒนาความก้าวหน้า  และการนำแนวทางใหม่
   มาใช้ในการบำบัดรักษาปัญหาสุขภาพจิต           นักวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ
The 11th AFPMH Congress หารือ
   "สุขภาพจิต สู่ ค.ศ.2020 : ร่วมมือร่วมใจพัฒนาเพื่อสุขภาพจิตที่ดีกว่า" โดยมีแนวคิดในการนำเอา.. "จิตบำบัดแนวพุทธ
   รักษาผู้ป่วยทางจิตเวช"...!!!

   
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า         การนำเอาจิตบำบัดแนวพุทธ มาใช้เป็นแนวทางใหม่
   ในการบำบัดโรคทางจิตเวช และปัญหาสุขภาพจิต ในการที่จะนำการรักษาแบบนี้มาใช้โดยได้มีการจัดการฝึกอบรมให้กับ
   จิตแพทย์ผู้สนใจ เพื่อให้จิตแพทย์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิธีการรักษาของตนเอง

   การให้จิตบำบัด และการให้คำปรึกษาแนวพุทธ มีแนวทางหลัก คือ    การพัฒนาตนเองของนักบำบัด และผู้ให้คำปรึกษา
   เนื่องจากชีวิตผู้ให้การบำบัด และผู้ให้คำปรึกษา เป็นชีวิตการทำงานที่มีความเครียดสูง    ต้องรองรับภาระทางจิตใจจากผู้
   ป่วยที่มาเล่าเรื่องที่เป็นความทุกข์ และความไม่สบายใจให้ฟัง    โดยตัวผู้ให้การบำบัดยังคงต้องรักษาความเป็นกลางและ
   สัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยหรือผู้ที่มาขอคำปรึกษาไว้ โดยไม่มีการแสดงออกทางอารมณ์   ในสภาพแบบนี้หากไม่สามารถ
   รักษาสมดุลให้ดี หรือไม่มีความเข้มแข็งทางจิตใจที่ดีพอ จะส่งผลให้การทำหน้าที่เกิดความเครียดมาก  จนเกิดภาวะหมด
   ไฟในการทำงานได้สูง และบางครั้งความเครียดที่สะสมไว้อาจจะกระทบต่อคนไข้คนอื่นๆ เพื่อนร่วมงานรวมทั้งครอบครัว

   นักบำบัดสามารถนำจิตบำบัดแนวพุทธมาใช้ในการพัฒนาตัวเองก่อน ด้วยการสอนให้ตัวเอง รู้จักการเรียนรู้ที่จะพัฒนาจิต
   ตัวเองด้วย "การฝึกสมาธิ" และ "การฝึกสติ"

   การฝึกสมาธิ ในแง่ของจิตวิทยาจะเป็นวิธีการลดความเครียดที่ได้ผลดี       และในข้อเท็จจริงผลงานวิจัยในปัจจุบันพบว่า
   การฝึกสมาธิเป็นวิธีการลดความเครียดที่ได้ผลดีมาก  อีกทั้งยังทำให้เกิดความสามารถในการคลายเครียด และทำให้เกิด
   ความสงบได้อย่างลึก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพที่มีความกดดันสูง

   การฝึกสติ สำหรับนักบำบัดก็เป็นส่วนที่สำคัญ เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยเป็นเรื่องที่ต้องอยู่กับปัจจุบัน การฝึกจะช่วยให้เรามี
   สติไม่ว่อกแวก และไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน     โดยผลดีที่ได้จากการฝึกสติจะช่วยทำให้เรา
   เกิดการพัฒนาปัญญาภายใน หรือปัญญาที่จะพัฒนาจิตของตนเอง จะทำให้เรารู้จักปล่อยวางได้เวลาที่มีอารมณ์ ทำให้เรา
   เห็นในอารมณ์ เห็นในความคิด    และรู้จักการเฝ้าสังเกตอารมณ์โดยที่จิตของเราไม่ไปผูกติดกับสิ่งที่มากระทบและจะไม่
   ตอบโต้ ปล่อยให้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและดับไปเอง

   "การเข้าสู่การบำบัด" เป็นแนวทางที่2 เราสามารถใช้หลักที่ เรียกว่า "จิตบำบัดแนวพุทธ" มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้ใน 3
   ลักษณะ ลักษณะที่ 1 คือ การรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับคนไข้ ด้วยความเป็นกลางไม่โน้มเอียงไปในทางด้านบวกหรือลบ
   ซึ่งเป็นสัมพันธภาพในเชิงบำบัด และเป็นผลดีต่อเนื่องที่ได้มาจากการฝึกสมาธิและสตินั่นเอง  การดูแลจิตใจตนเองได้ดี
   จะมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยลักษณะที่ 2 คือ    การฝึกสมาธิเพื่อการลดความ
   เครียดและความวิตกกังวลให้กับคนไข้ พบว่าคนไข้ที่มาปรึกษาส่วนใหญ่จะมีความวิตกกังวลสูง เช่น มีอาการย้ำคิดย้ำทำ
   ไม่สามารถปรับตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ซึ่งนักจิตบำบัดสามารถฝึกสมาธิแบบง่ายๆ ให้คนไข้ได้ เช่น สอนให้รู้จัก
   การกำหนดลมหายใจ     โดยใช้เวลาสักประมาณวันละ 10 นาทีในช่วงเช้าหรือก่อนนอนหรือระหว่างวันจะช่วยให้ควบคุม
   อารมณ์ได้ ซึ่งอาจจะใช้ร่วมกับการให้ยาหรือไม่ให้ก็ได้ลักษณะที่ 3 คือ การฝึกสติให้กับผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมี
   อารมณ์เกิดขึ้น เมื่อเจอสถานการณ์ที่มากระทบกับความขัดแย้งในใจตนเอง เช่น แม่ที่สูญเสียลูกเมื่อเจอเด็กก็จะกระทบ
   ความรู้สึกในการสูญเสียลูก รู้สึกเศร้า หรือบางคนที่มีความขัดแย้งในใจเรื่องของการไม่ชอบคนที่ใช้อำนาจ เมื่อเจอคนที่
   มาใช้อำนาจกับตนเอง ก็จะมีปฏิกิริยาโกรธตอบโต้มากกว่าปกติ และอาจจะมีการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม หรือถ้าแสดง
   ออกไม่ได้ก็จะเก็บกดไว้ซึ่งก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน

   "การฝึกจิตแนวพุทธ จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่ส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ
   ความมีสติที่ช่วยให้สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น    และหากพัฒนาได้ไกลกว่านี้ถ้าหากคนไข้ได้รับการฝึก
   เทคนิคให้รู้จักการปล่อยวางก็จะสามารถเตือนตัวเองให้มีสติกับสิ่งที่มากระทบโดยไม่โต้ตอบ โดยทั้งหมดนี้เป็นขอบเขต
   กว้างๆ ของการพัฒนาจิตแนวพุทธที่นำมาใช้ในการบำบัดผู้ป่วย" นพ.ยงยุทธกล่าว

   นพ.มล.สมชาย  จักรพันธ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า การบำบัดจิตแนวพุทธ นับว่าเป็นการรักษา หรือการให้
   คำปรึกษาแบบใหม่ในลักษณะของการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง       ช่วยทำให้คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ถึงขั้นป่วย
   หรือป่วยแต่ยังไม่มากให้ได้รับการส่งเสริมหรือชี้ทางออกที่เหมาะสม โดยมีการฝึกสมาธิและการฝึกสติเป็นเครื่องมือ
   ที่ช่วยพัฒนาให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในอารมณ์และความคิดของตัวเอง สามารถจัดการกับอารมณ์ และความ
   คิดของตัวเองได้โดยไม่เกิดความเครียดหรือวิตกกังวล

   สำหรับการเลือกคนไข้ หรือผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยจิตบำบัดแนวพุทธนั้น ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตที่
   ไม่รุนแรง เป็นผู้ป่วยโรคเครียดหรือโรควิตกกังวล     ที่มีลักษณะวิตกกังวลมากเกินความเป็นจริงจนรบกวนการดำเนิน
   ชีวิตประจำวัน หรือจนมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ปวดศีรษะ เหนื่อยนอนไม่หลับ ฯลฯ ซึ่งผู้ป่วย
   ในกลุ่มนี้จะยังอยู่ในโลกของความเป็นจริง รู้ตัวว่าตัวเองผิดปกติ และต้องได้รับการรักษา เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะหรือ
   ระดับที่ยังสามารถฝึกตนเองได้ไม่ยาก โดยสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยส่วนใหญ่จะเกิดจากปัจจัยแวดล้อมภายนอก
   มากกว่ากรรมพันธุ์หรือการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง

   นอกจากนี้จิตบำบัดแนวพุทธยังสามารถใช้ได้กับญาติของผู้ป่วยด้วย เนื่องจากญาติที่มีผู้ป่วยโรคจิตย่อมมีความเครียด
   สูงการใช้จิตบำบัดแนวพุทธ จึงนับเป็นส่วนสำคัญจะช่วยดูแลญาติของผู้ป่วยได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นชาวพุทธเท่านั้น
   ที่จะใช้แนวทางนี้เป็นเทคนิคในการบำบัดวิธีนี้สามารถใช้ได้โดยไม่ไปผูกเกี่ยวหรือเชื่อมโยงกับหลักข้อบังคับตามหลัก
   ศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคริสต์  อิสลาม หรือฮินดู ก็สามารถใช้จิตบำบัดในแบบนี้เป็นแนวทางในการรักษาได้หมด

   ปัจจุบันมีจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา หลายกลุ่มรวมทั้งประเทศทางตะวันตกให้ความสนใจเกี่ยวกับการนำจิตบำบัดแนว
   พุทธ ใช้เป็นแนวทางในการรักษาโรคทางจิตเวชมากขึ้น    แม้ว่าการรักษาด้วยวิธีนี้จะยังไม่สามารถทดแทนการรักษา
   สมัยใหม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่จากการประเมินผลการรักษาด้วยการสังเกตทางคลินิก โดยใช้ประสบการณ์ของ
   จิตแพทย์ พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มโรคจิตเภท และโรคซึมเศร้าที่ไม่รุนแรง  หลังจากได้รับการบำบัดแล้วได้รับผลดี อาการ
   ทางจิตดีขึ้นตามลำดับ ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น   ซึ่งเป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดหลังจาก
   เข้ารับการรักษาการบำบัดทางจิตแนวพุทธ โดยนำเอาการนั่งสมาธิ และการฝึกสติ   ถือว่าเป็นการรักษาผู้ป่วยทางจิต
   รูปแบบใหม่ของวงการแพทย์ไทย ซึ่งวงการแพทย์นานาประเทศต่างให้ความสนใจ และส่งทีมแพทย์เข้ามาศึกษาเพื่อ
   จะนำไปประยุกต์ใช้การรักษาผู้ป่วยในแต่ละประเทศต่อไป

 

                                                                                                                  ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

 


EditRegion3
โครงการเพียวเลิฟ (Pure Love) และ โครงการสานสันติภาพภาคใต้
4 อาคารยูซีเอฟ ซอยถาวรธวัช 1 ถนนรามคำแหง 24 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพ 10240
โทร 0-2718-7766 ต่อ 321, โทรสาร 0-2718-5086 E-mail: purelovenet@gmail.com