|
 |
| ยาบ้า ยาอี มหันตภัยร้าย เด็ก 10 ขวบติดแล้ว |
 |
สภาพสังคมไทยปัจจุบันมีแต่ความวุ่นวาย สับสน เป็นที่มาของปัญหา
ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะ “ยาเสพติด” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ
ไปแล้ว
แต่ที่น่าห่วงมากกว่านั้น พบ “เด็กและเยาวชน” ตกเป็นทาสของยา
เสพติดมากขึ้นทุกวัน จนหลายๆ คน มักได้ยินคำที่คุ้นหูที่ว่า “ลูกชาวบ้านติด
ยาบ้า ลูกคนรวยติดยาอี” ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากยาบ้ามีราคาถูกกว่ายาอี
แต่ทั้งนี้เมื่อ 2 ปีก่อน ยาบ้าราคาเม็ดละ 600-1,200 บาท แต่ปัจจุบันมีราคา
ลดลงเหลือ 500-600 บาท เท่านั้น |
|
ผศ.ดร.สุรชัย อัญเชิญ เภสัชกรเเละอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ ภาควิชาเภสัชวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิท-
ยาลัย กล่าวว่า หากพูดถึงยาบ้า ก็คือ ยากลุ่มแอมเฟทตามีน (Amphetamines) โดยมีชื่อเรียกกันแต่เดิมว่า “ยาม้า” ยาชนิดนี้เคยใช้เป็นยา รักษาโรคในอดีต มีไว้สำหรับผู้ป่วยที่เป็น โรคผลอยหลับโดยไม่รู้ตัว หรือผู้ที่ต้องการ ลดน้ำหนัก แต่ในปัจจุบันไม่ค่อย นำมาใช้กันแล้ว
ยาบ้ามีคุณสมบัติ ในการกระตุ้นระบบประสาท และกระตุ้นจิตอารมณ์ อย่างรุนแรง โดยจะมีผลอยู่ได้นาน ประมาณ
4-6 ชั่วโมง หลังจากใช้ยา ส่งผลให้ ผู้ที่เสพนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร การหายใจเร็วและแรง ความดันเลือดสูงขึ้น รูม่าน
ตาขยาย
ในช่วงต้นๆ ของการใช้ยา ผู้เสพจะรู้สึกกระชุ่มกระชวย กระฉับกระเฉง รู้สึกตื่นตัว มีพลังมากขึ้น เกิดความมั่นใจ จึงทำให้หลงผิดคิดว่ามีประโยชน์ ช่วยให้ทำงานได้เพิ่มมากขึ้น แต่หากนำยาไปใช้ในทางที่ผิด เสพจนติดแล้วละก็ ผู้เสพจะรู้สึกว่าหลังจากเสพยาเข้าไปแล้วในช่วงปลายจะทำให้มีอาการพูดมากขึ้น ก้าวร้าว ย้ำคิดย้ำทำ กระวนกระวาย บางครั้งมีอาการประสาทหลอน ไม่ว่าจะทางสายตาหรือทางหู
ยาบ้า เป็นยาที่ทำหน้าที่กระตุ้นร่างกายให้ใช้พลังมากขึ้น กลุ่มผู้ที่นิยมใช้จึงเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน แต่ทั้งนี้หลัง
บริโภคกลับทำให้เบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ พลังงานสำรองของร่างกายจึงลดลง และหลังจากยาบ้าหมดฤทธิ์ ผู้เสพจะรู้สึกเหนื่อย และอ่อนเพลียเป็นเวลานาน รู้สึกหิวและอยากนอน ในกรณีที่ใช้ยาบ้าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ถ้าใช้ต่อเนื่องหลายครั้ง อาจทำให้รู้สึกสับสน วิตกกังวลรุนแรง มีอาการประสาทหลอน และรู้สึกหวาดระแวง
อย่างหนัก ซึ่งเป็นลักษณะคล้าย “คนบ้า”
ดร.สุรชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของยาอีซึ่งย่อมาจากเอคตาซี่ (Ectasy) เป็นสารอนุพันธุ์ ตัวหนึ่งของยาบ้า มีฤทธิ์
คล้ายคลึงกัน โดยจะแตกต่างกันที่ผู้เสพยาอี สภาพร่างกาย หน้าตาจะดูไม่โทรม ซึ่งอาจดูไม่ออกเลยก็ได้ว่าบุคคลนั้น
เสพยาอี
ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการใช้ยาบ้าเกินขนาด ในระยะเฉียบพลันจะทำให้ตัวร้อนเหมือนเป็นไข้ เหงื่อแตกพลั่ก ปากแห้ง ปวดศีรษะ ผิวหนังซีด ตาพร่า มึนงง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันเลือดสูงฉับพลัน ตัวสั่น ควบคุมร่างกายไม่ได้ ชัก หมดสติ ในบางรายอาจเสียชีวิต จากเส้นเลือด ในสมองแตก หัวใจวาย การชัก หรือตัวร้อนจัด นอกจากนี้หาก ใช้ยา
ใอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานาน ยาบ้าทำให้เกิด ความผิดปกติทางจิต คล้ายกับคนบ้า ชนิดหวาดระแวงและอาจก่อความ
รุนแรง หรืออาชญากรรมตามมาได้ ร่างกายจะอ่อนแอ เนื่องจากขาดอาหารและขาดการพักผ่อน เป็นเหตุเสี่ยงต่อการ
เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ง่าย เช่น โรคติดเชื้อ เป็นต้น
ในส่วนของยาอีอาการก็จะคล้ายๆ กับยาบ้า คือ เกิดความปรวนแปร ทางอารมณ์ เช่น วิตกกังวลรุนแรง ซึมเศร้า ความคิดหวาดระแวง กล้ามเนื้อเกร็งตัว คลื่นไส้ ตาพร่า เป็นลม หนาวสั่น เหงื่อแตกและที่สำคัญคือ ประสาทหลอน จากการทดลองกับสัตว์ พบว่าทั้งยาบ้า และยาอี มีส่วนทำลายเซลประสาทบางชนิด ทำให้สมองเสื่อม ส่งผลให้การ
ทำงานของร่างกายในส่วนที่สมองนั้นควบคุมผิดปกติไปด้วย
“นอกจากนั้นยังเชื่อว่า ยาบ้าและยาอี มีผลต่อตัวอ่อนด้วย โดยพบว่าทารกที่คลอดจากมารดา ที่ติดยาบ้า มักมีความ
ผิดปกติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ” ดร.สุรชัยกล่าว
ปัจจุบันเป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เมื่อยาเสพติดกำลังแพร่ระบาดไปสู่เด็กอายุ 9 -10 ขวบสาเหตุอาจมาจากการ
ถูกเพื่อน ผู้ใหญ่ที่รู้จักหรือไม่รู้จักชักจูงให้ลองเสพ ด้วยความอยากรู้ อยากลอง จึงทำให้ถูกล่อลวงได้ง่าย อีกทั้งเด็ก
ในช่วงอายุดังกล่าวถือได้ว่ายังเล็กมาก ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนผิดหรือถูก อีกทั้งยังอยู่ในวัยที่กำลังอยากรู้ อยากลอง
นอกจากนี้สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการขาดความอบอุ่นในครอบครัว ปัญหาพ่อแม่หย่าร้างกัน ผู้ใหญ่ไม่ได้
สนใจดูแลหรือเป็นที่พึ่งของเด็กได้ เด็กเกิดความว้าเหว่ไม่รู้จะปรึกษาใคร เลยหันไปหายาเสพติด ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะประ
กาศสงครามกับยาเสพติดก็ตาม แต่ก็คงไม่มีวันชนะ หากแต่ทุกคนมองว่าหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ปัญหานี้ต้องเป็น
หน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือกัน
การปราบปรามเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การป้องกันยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยการให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยว
ข้องกับยาเสพติดและโทษอย่างต่อเนื่อง แก่ประชาชน ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง จะต้องเอาใจใส่ดูแลลูกหลาน ให้ความรักความอบอุ่นแก่ครอบครัว เป็นที่พึ่งของพวกเขาได้ เมื่อมีปัญหา
สามารถที่จะพูดคุยได้ทุกเรื่อง ช่วยกันแก้ปัญหา ให้ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ เพราะการใช้อารมณ์อาจทำให้เด็ก
เกิดความกลัว น้อยใจ และไม่กล้าที่จะพูด เตลิดออกจากบ้านไปพึ่งยาเสพติดและเสียอนาคตได้ในที่สุด |
|
| "เยาวชนคืออนาคตของชาติ อย่าให้ตกเป็นทาสของยาเสพติด” |
| |
ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
เรียบเรียงโดย : สุธี นาคเพ็ง
ภาพประกอบจาก : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
|
|
EditRegion3 |