Homepage
About Us
History
Principle
Staff
Activity
Activity News
Southern Thailand Peace Initiative
Hightlight
Support
Interview
Webboard
Seminar
ดาวน์โหลด
Contact
Check E-Mail
บริการข้อมูล
หนังสือพิมพ์
เวบเพื่อนบ้าน
เพียวเลิฟกาวิละวิทยาลัย
PURE LOVE KOREA
Web Ranking


powered by truehits

UPDATE
26.09.09 12:40 PM
  วันคริสต์มาส

คริสต์มาส หรือ วันคริสต์มาส (อังกฤษ: Christmas, Christmas Day หรือย่อ ๆ ว่า X'Mas)    คือเทศกาลเฉลิมฉลอง
การประสูติของพรเยซู ศาสดาแห่งคริสต์ศาสนา ซึ่งเชื่อกันว่าตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี   พระองค์ประสูติที่เมือง
เบธเลเฮมและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน

                 

คริสต์มาสเป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองโดยชาวคริสต์    สำหรับการร่วมฉลองเทศกาลคริสต์มาสของผู้ที่ไม่ได้เป็นคริสต์อาจ
จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา  แต่เป็นการฉลองเทศกาลที่ได้พัฒนากลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประจำปีการ
ที่วันคริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งการให้ของขวัญและการตกแต่งบรรยากาศ       จึงทำให้ช่วงเวลานี้มีปริมาณกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจที่สูงทั้งกับชาวคริสต์และผู้ที่ไม่ได้เป็นคริสต์          เทศกาลคริสต์มาสจึงกลายเป็นกิจกรรมหลักอย่างหนึ่งของ
ผู้ค้าปลีก

ประวัติ คริสต์มาส เป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ (Christmas)        ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes
Maesse
แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า "Christes Maesse"              พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็น
ภาษาอังกฤษ (เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1038) และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส ซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซูนั้น   ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้า
ประสูติในรัชกาลของจักรพรรดิออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมัน             ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน
โดยคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรีย         ก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์
ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร          ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม  เป็นวันที่
จักรพรรดิเอาเรเลียนกำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ           ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274  ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือ
เทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า       เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์
ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน  รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะ
ฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน            หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพ
ทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64 - ค.ศ. 313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330   ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็น
ทางการและเปิดเผย

องค์ประกอบในงานฉลองวันคริสต์มาส
คำอวยพร
คำอวยพรสำหรับเทศกาลคริสมาสใช้ คำอวยพรว่า Merry Christmas                  สุขสันต์วันคริสต์มาส คำว่า Merry
ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุขและ
ความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส ต่อมาคือ "เพลง" ที่ใช้เฉลิมฉลองทั้งจังหวะช้าและจังหวะสนุกสนาน
ส่วนใหญ่แต่งในยุคพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ (ค.ศ.1840 - 1900) ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลกโดยแปลเป็นภาษา
ต่างๆ มากมาย

ซานตาคลอส

นักบุญ(เซนต์)นิโคลัสแห่งเมืองไมรา นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราช ของ ไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 ได้รับการยกย่องให้
เป็นซานตาคลอสคนแรก  เพราะวันหนึ่งท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งแล้วทิ้งถุงเงินลงไปทาง
ปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี     ซานตาครอสจริงๆแล้ว แทบจะไม่มี
ส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย นักบุญนิโคลาส เป็นนักบุญ          ที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของเด็กๆ
เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ      ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม
ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะ มาเยี่ยม เด็กๆ และเอาของขวัญมาให้ เด็กอื่นๆ    ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ก็อยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้างเพื่อรับของขวัญ     ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายไปในอเมริกา โดยมี
การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลาสก็เปลี่ยน             เป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็น สังฆราชซึ่งเป็น
นักบุญองค์นั้นก็กลายเป็น ชายแก่ที่อ้วนใส่ชุดสีแดงอาศัย อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อน เป็นยานพาหนะมีกวางเรนเดียร์ลาก
และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมา ทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่า
นั้นตามความประพฤติ ของเขา

ต้นคริสต์มาส

ต้นคริสต์มาสหรือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยดวงไฟหลากสีสัน การตกแต่งนี้ย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิ-
เฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชา
ที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊ก   ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่า
นั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมันตัดต้น
สนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540     หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่อังกฤษและ
ทั่วโลก

ต้นฮอลลี่

ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส เชื่อกันว่า   สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความ
หมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซูโดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึง หยดเลือดของ
พระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน    ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่
เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์

เครื่องประดับและแอปเปิ้ล

คริสต์มาส

ในบางแห่งเชื่อว่า ลำต้นของแอปเปิ้ล มองดูคล้ายกับต้นไม้ในสรวงสวรรค์  จึงมีการนำเอาแอปเปิ้ลมาประดับตามต้นไม้
ในวันคริสต์มาส ส่วนเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นเป็นงานศิลปะที่จำลองจากผลไม้ และที่มีสีสันสด
ใสนั้นเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในบ้าน อีกทั้งแสงระยิบระยับที่สะท้อนไปมา ยังดูสวยงามคล้ายแสงเทียนและแสงไฟ

ดอกคริสต์มาส Christmas Rose

มีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ลักษณะเป็นดอกสีขาว และมักออกดอกในช่วงฤดูหนาว ตำนานของดอกคริสต์มาสนี้มีอยู่
ว่าในช่วงที่พระเยซูประสูติ มีผู้รอบรู้ 3 คน  กับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซู ระหว่างทางพวกเขาพบกับ มาเดลอน
เด็กหญิงที่เลี้ยงแกะคนหนึ่ง    เมื่อเธอทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญให้พระเยซู มาเดลอนก็เสียใจที่ไม่มี
ของขวัญใดไปมอบให้พระเยซูบ้าง ก่อนที่นางฟ้าที่เฝ้ามองเธออยู่จะเกิดความเห็นใจจึงร่ายมนตร์เสกดอกไม้สีขาวน่ารัก
และมีสีชมพู อยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และดอกไม้นั้นคือ ดอกคริสต์มาสนั่นเอง

ของขวัญวันคริสต์มาส

การแลกเปลี่ยนของขวัญในวันคริสต์มาสนั้น เริ่มต้นจากเมือง Saturnalia ในช่วงยุคโรมัน    ต่อมาชาวคริสต์รับประเพณี
นี้เข้ามา ด้วยความเชื่อว่า การให้ของขวัญนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับของขวัญประเภททอง,  ยางสนที่มีกลิ่นหอม และยางไม้
หอม ซึ่งพวกนักเวทย์จากตะวันออกที่เดินทางมาคารวะพระเยซูคริสต์ นำมาให้ตอนที่ท่านประสูติ

เพลงคริสต์มาส
เพลงคริสต์มาส เริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 ซึ่งผู้แต่งมีทั้งพระสงฆ์และฆราวาส   เนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลง
เป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมา ของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริง
สนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี       และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุนให้มี
เพลงคริสต์มาสแบบใหม่ ซึ่งชาวบ้านชอบ   คือมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดี ในโอกาสคริสต์มาส
เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้
อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน     เพลงคริสต์มาส ที่นิยม
ร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน   และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อ
เสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night ความเป็นมาของเพลงนี้คือวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818
คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย    ได้ข่าวว่าออร์แกนใน
วัดเสีย ทำให้วงขับร้อง ไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้     จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปเพื่อนชื่อ ฟรานซ์
กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนอง ในคืนวันที่ 24 นั้นเอง   สัตบุรุษวัดนี้ ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมี
การเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก

ระฆังวันคริสต์มาส

เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานเล่าว่า มีการตีระฆังช่วงก่อน
เวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสเพื่อลดพลังความมืด และบ่งบอกถึงความตายของปีศาจ       ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วย
ไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง    ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้
จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข

ดอกไม้คริสต์มาส หรือ Poinsettia

ตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง
ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ   แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไป
ตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้    ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยน
เป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส      ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดา
บ้านในงานคริสต์มาส

ดาว

ดาว ในความหมายของชาวคริสต์เตียน หมายถึงการแสดงออกที่ดีของพระเยซูคริสต์ ที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า "The bright and morning star" มีความหมายพิเศษเหมือนกับว่า ดวงดาวเหล่านั้นได้แบ่งที่อยู่กับสรวงสวรรค์ไม่ว่า
จะมีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างพื้นผิวโลกด้วยก็ตาม

สีประจำวันคริสต์มาส
สีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย
          สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น     และหากเป็น
สัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี
          สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาติ  หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์
เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง
          สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา     คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง
สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาครอส
          สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว

การทำมิสซาเที่ยงคืน


เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคม       เป็นวันฉลองพระคริสตสมภพในปีนั้นเองพระองค์และ
สัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ พอไปถึงก็เป็นเวลา
เที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้นเมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆตี 3 พระองค์
ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ   แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไปพระสันตะปาปาก็ทรงถวาย
บูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้นด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปา จึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชา
มิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์     นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีธรรมเนียมถวายมิสซา
เที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาส

ถุงเท้า

จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจน       เพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญแต่
เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิง   พอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้า
จึงดีใจมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้    เพื่อหวังจะได้รับของ
ขวัญเช่นเดียวกันบ้าง

เทียนและพวงมาลัย


ในสมัยก่อนมีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมัน ได้เอากิ่งไม้มาประกอบ     เป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอา
เทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น  ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัว
จะมารวมกัน ดับไฟ แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่ง สวด ภาวนาและร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกัน   เขาจะทำดังนี้ทุก อาทิตย์จนครบ
4 อาทิตย์ก่อน คริสต์มาส ประเพณีนี้เป็นที่นิยม          และแพร่หลายในที่หลายแห่ง โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งต่อมา
มีการเพิ่ม โดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนที่จุดไว้ตรง กลาง 1 เล่มไป แขวนไว้ที่หน้าต่างเพื่อช่วย ให้คนที่ผ่านไปมาได้
ระลึกถึงการเตรียมตัวรับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามา และพวงมาลัยนั้นยังเป็น      สัญลักษณ์ที่คน สมัยโบราณใช้หมายถึง
ชัยชนะ แต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่ง           ทุกอย่างครบ บริบูรณ์ตามแผนการณ์ ของพระเป็นเจ้า

                                                                                                               โดย: วิกิพีเดีย, Kapook.com

EditRegion3
 
ชมรมเพียวเลิฟแห่งประเทศไทย
กลุ่มเพียวเลิฟรามคำแหง
E-mail : purelovenet@gmail.com
 
 
สำนักงานใหญ่
4 ซ.รามคำแหง 24 แยก 2 (ถาวรธวัช 1)
ถ.รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ
10240 โทร 02-718-7766 ต่อ 321
 
 
ศูนย์ประสานงาน กรุงเทพฯ :
205 หมู่บ้านเสรี 5 ซอยเสรี 9 ถนนรามคำแหง 24
แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพ 10250
โทร 0-2719-2405