โดยข้อมูลที่สำรวจโดยธนาคารโลก เมื่อ พ.ศ. 2527 ทั่วโลกใช้ฟืนบ่มใบยาต่อปี เท่ากับ 175 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งต้องใช้
ฟืนจำนวนพื้นที่ป่าเท่ากับ 15.5 ล้านไร่ และมีพื้นที่ป่าที่จะต้องปลูกทดแทน 108 ล้านไร่ อันเป็นผลจากการทำไร่ยาสูบ
และเนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุกขณะ เชื้อเพลิงที่ใช้ในการบ่มใบยาจึงยังคงเป็นไม้ฟืนจากการทำลายป่า ทั้งนี้ทั่วโลกมี
120 ประเทศ ที่มีพื้นที่ทำไร่ยาสูบรวมกว่า 4 ล้านเอเคอร์ ร้อยละ 85 ของการทำไร่ยาสูบอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา การทำไร่ยาสูบต้องใช้ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืชเป็นจำนวนมาก สารพิษเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในพื้นดินและลงสู่แหล่งน้ำ
ธรรมชาติ การทำไร่ยาสูบมีผลตอบแทนสูง แต่ผลตอบแทนส่วนใหญ่ตกเป็นของบริษัทบุหรี่และพ่อค้าคนกลาง ชาวไร่ยาสูบ
ต้องทำงานหนักที่สุดแต่เป็นฝ่ายที่ได้รับผลตอบแทนต่ำที่สุดในบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตบุหรี่
นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุของไฟไหม้ป่าและไฟป่า ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น โดยการสูบบุหรี่
เป็นสาเหตุของการเกิดไฟไหม้ ร้อยละ 10 ของไฟไหม้ทั่วโลก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 แสนคน สร้างความเสียหายของทรัพย์
สินเท่ากับ สองหมื่นเจ็ดพันล้านดอลลาร์
นอกจากภาวะโลกร้อนแล้ว การสูบบุหรี่ยังทำให้เกิดขยะในรูปของซองบุหรี่และก้นบุหรี่จำนวนมาก ก้นบุหรี่เหล่านี้ทำด้วย
เซลลูโลสอะซิเตท ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้เวลาย่อยสลาย 10 ถึง 15 ปี ในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ในแต่ละปีมี
ก้นบุหรี่กว่า 5 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก มีน้ำหนักรวมกันถึง 845,000 ตัน ข้อมูลจาก 91 ประเทศที่มีชายทะเลและชายหาด
ในปี พ.ศ. 2546 พบว่า ขยะที่เกิดจากบุหรี่อันประกอบด้วยซอง และก้นบุหรี่มีปริมาณหนึ่งในสามของขยะทั้งหมดของ
ชายทะเลและชายหาด ก้นบุหรี่เป็นขยะที่สำคัญในท้องถนน
ในเมืองใหญ่ อันเป็นผลจากการห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร ก้นบุหรี่เหล่านี้ถูกทิ้งตามข้างถนน ถูกน้ำพัดพาลงคูคลอง จนลงสู่
ทะเล อาจจะถูกกินโดยนกและปลา ส่วนที่ตกค้างอยู่ในดินยาเส้นที่หลงเหลืออยู่ก็จะเป็นสารพิษ เป็นอันตรายต่อสิ่งแวด
ล้อม เฉพาะประเทศไทยในแต่ละวันมีก้นบุหรี่เกิดขึ้นกว่า 100 ล้านชิ้น ตกค้างอยู่ในที่ต่าง ๆ
ที่สำคัญควันบุหรี่เป็นมลพิษในอากาศภายในอาคารที่อันตรายที่สุด โดยควันบุหรี่ในสิ่งแวดล้อมประกอบด้วยสารพิษ
มากกว่า 250 ชนิด และเป็นสารก่อมะเร็งมากกว่า 60 ชนิด ครึ่งหนึ่งของเด็กๆ ทั่วโลก หรือเท่ากับ 700 ล้านคนได้รับควัน
บุหรี่มือสองในบ้านและในที่สาธารณะ ในขณะที่มีคนไทย 16 ล้านคน ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน
ไอแอลโอ หรือ
องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ประเมินว่าในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสองในที่ทำงาน 2 แสนคน
และองค์การอนามัยโลกระบุว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสองปีละ 5 แสนคน
ศ.นพ.ประกิต เรียกร้องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ให้ผู้สูบบุหรี่ทิ้งก้นบุหรี่ในที่เก็บขยะ ไม่ทิ้งบุหรี่ตามข้างทางขณะที่ขับรถ
ขอความร่วมมือให้ไม่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ที่ทำงาน และในบ้าน เพื่อลดโอกาสที่คนอื่นจะได้รับควันบุหรี่มือสองและ
เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีภายใต้อนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบองค์การอนามัยโลก ที่จะต้องทำให้
ประเทศไทยปลอดบุหรี่ในที่สาธารณะ และที่ทำงาน ภายในปี พ.ศ. 2553
ที่มา : มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
|